วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สังเวย 4 ศพ ฝีมือสัตว์มนุษย์หรือกากเดน


5 -5 - 2011
กาโสด-บันนังสตา-ยะลา
เมื่อความตายจากสถานการณ์ความรุนแรง ด้วยฝีมือของคนที่เป็นเหยี่ยวมีอาวุธเอ็มสิบหก สังเวยชีวิตชาวมุสลิมที่เดินผ่านร้อนกาแฟ แน่นอน มุสลิมกลายเป็นธรรมดา ทำเป็นทองไม่ร้อน ต่อสภาพความสูญเสียที่ปรากฏ ไม่รู้สึกปวดร้าวใดๆกับความเสีย สนใจแต่ปากท้องและการแต่งกายเอาเสื้อผ้าน้องมาส่วมใส
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราต้องมีพลังศรัทธา
เราเป็นเหยื่อของเหล่าอีกา อีแร้ง
เหล่าอีกา อีแร้ง สะใจจริงๆ
อนาถหนักหนาเหล็กที่พามาอาวุธ
แอบอ้างว่าพิทักษ์ชน
โอ้....มุสลิม
ผู้เป็นเหยื่อ ของเหล่าซาตาน
ที่บ้ายศถาบรรดาศักดิ์
ตะกละอำมหิต
โอ้พระเจ้า
ช่วยบ่าวของพระองค์ด้วย
ชี้นำความดี
ต้านทานความชั่ว

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อยากจะกอดเธอใฝ่ฝันเป็นแต่ลม

[ กดเบาๆนะจ๊ะ ]
[ กดเบาๆนะจ๊ะ ]

ดูที่ nibongfm.wordpress.com

จุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชนคนนิบง 107.50 MHz ได้พัฒนามาจากศูนย์เรียนวิทยุชุมชนคนยาลอ ก่อเกิดมาจากกระบวนเจ็ดขั้นตอนของการมีส่วน และได้เครื่องส่งเพื่อออกอากาศมาจากเครือข่ายวิทยุชุมชนภาคใต้ โดยนายมูฮำมัด บิลหะยีอาบูบากากับทีมงาน เป็นผู้ประสานงาน
ปี 2546 เครือข่ายองค์กรชุมชนคนยาลอ โดนประเด็นสื่อได้จัดทำวารสารและสื่อทางวิทยุครั้งแรกได้เช่าวิทยุอสมท.ออกอากาศ สับดาห์ละ 1 ครั้งๆละ 30 นาที่ เช่าเดือนละ 3000 บาทต่อมาได้ตั้งศูนย์เรียนรู้วิทยุชุมชนที่มัสยิดกลางยะลา ร่วมจัดรายการเฉพาะช่วงกลางคืน ทางคณะทำงานได้จัดเวที่มองเห็นว่ามีกลุ่มผู้ฟังต้องการน่าจะจัดรายการกลางวันด้วยและทางทีมงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนยะลา เครือข่ายวิทนยุชุมชนภาคใต้ ตั้งศูนย์เรียนรู้วิทยุชุมชนคนยาลอ ใช้ความถี่ 105.75 มกฮ.
ปี 2547 ได้จัดประชุมเสนอขย้ายสถานีนอกมัสยิด เนื่องจากความไม่สะดวกในการนำเสนอรายการหากจัดในมัสยิด มีผู้เสนอจัดตั้งไม่อีกหนึ่งสถานีต่างหาก ที่มีอยู่ในมัสยิดให้คงไว้สำหรับถ่ายทอดการบรรยาย ต้องจึงจำเป็นจัดตั้งหาทุนจากการบริจาค และการร่วมลงทุนโดยให้ผู้สนใจให้ทีมงานยืมเงิน และหากมีกำไรจากการดำเนินการทางทีมงานจะแบ่งปันผลกำไร ได้รวบรวมเงินทุนจากเครือข่ายองค์กรชุมชนมุสลิมมอบให้นายอนันต์ ยะผาเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ นายมูฮำมัด บิลหะยีอาบูบาการวบรวมเงินทุนได้เป็นเงิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท)
จัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนคนนิบงทดลองออกอากาศ ณ บ้านเลขที่ 16 ถนนสิโรรส 5 ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา แล้ะปิดออกอากาศเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 โดยนิมิง นิมูดออิหมามมัสยิกกลางยะลามาทำพิธีเปิดสวิทสถานีนำเสียงออกอากาศทางคลื่นความถี่ 104.50 MHz เป็นครั้งแรก
ปี 2548 เนื่องจากความถี่ดังกล่าวไปรบกวนโทรทัศน์ชาวบ้าน ได้เปลี่ยนมาอยู่ที่ความถี่ 107.50 MHz และการดำเนินการโดยคณะกรรมการบริหารวิทยุชุมชนคนนิบง ได้จดทะเบียนเสนอที่สงขลา มีนายอับดุลลาเตฟ ณ คุณเชาวณ์ เป็นหัวหน้าสถานี นายมูฮำมัด บิลหะยีอาบูบากา เป็นผู้อำนวยการ
ปี 2549 กลุ่มเยาวชนคนวิทยุเข้าร่วมจัดรายการ มีเยาวชนจากสถาบันต่างๆ 7 สถาบันเข้าร่วมจัดรายการ เปิดเวบไซด์ nibongfm.wordpress.com หาผู้สนับสนุนรยการ เพื่อใช้จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าไฟ ค่วจ้างผู้ดูแล ฯพณฯ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รีฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะนั้นมาเยี่นมเยียน
ปี 2550 เข้าร่วมเป็นสมาชิดสมาพันธ์วิทยุชุมชนแห่งประเทศไทย จัดทำวิจัย”เรื่อง การบริหารจัดการวิทยุชุมชนคนนิบงโดยชุมชนมีส่วนร่วม”
ปี 2551 ได้ย้ายสถานี ไปที่ เลขที่ 5 ถนนวิฑูรอุทิศ 1 ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา อบจ.ยะลา สนับสนุน วัสดุอุปกรณ์ แต่ขาดงบประมาณ สร้างเสาทาวเวอร์ 180,000 บาท

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

กิจกรรมคนนิบง

ยะลา ในเดือนเทศกาลการถื่อศิดอดชาวมุสลิมเป็นเวลาสามสิบวัน ต้องอดทน และเมื่อสำเร๊จฟัยฟาอถปสรรคแห่งอารมณ์ ก็รื่นรมเป็นวันแห้งชัยชนะ

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

Selamat Hari Raya

Radio Rakyat Konnibong

วิทยุชุชมชนคนนิบง

ชีวิต ที่เดินทาง
โดดเดี่ยว และเดี่ยวดาย
ผู้คนมากมาย
ต่างก็ไม่ยกย่อ
ฉันเดินก้าวต่อไป
ถึงจะขาดใจตายไป
หวังเพื่อสานส์แห่งพระองค์
เจ้าจะได้หยิบมาดู มาฟังบ้าง
ความตะกละตามกลางโลก
เจ้าจะหันหลังให้กับพรองค์กระนั้นหรือ......

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2551

ทางหลวงคอกช้างเบตง เส้นทางช้างเดิน


บาลิง มกราคม “ทางหลวงสายยะลาเบตงวกวงขี้เมาหากไม่มีเงินมาขับรถสายนี้ได้ หายอยากเมา”
ผู้สื่อข่าวคนนิบงได้สอบถามถึงการเดินทางเข้าเบตงของคนบางคนที่มีกิจธุระจำเป็นและได้คำตอบว่า”ทุกครั้งคิดแล้วคิดอีกจะไปดีหรือไม่ เพราะไปทุกครั้งกว่าจะถึงเบตงต้องอ้วกทุกที่”
ทางหลวงยะลาเบตงสายนี้นับเป็นเส้นทางสายที่โหดสำหรับคนที่ไม่เคยใช้สำหรับถนนสายนี้ ซึ่งเป็นถนนที่กรมทางหลวงสร้างย้อนรอยเท้าช้างยุคสมัย 50-60 ที่แล้ว ไม่ยอมพัฒนา และ เป็นเส้นทางเดินเท้าใช้ช้างเป็นพาหนะ ถนนคนเดินที่วกวงเลี่ยวซ้ายขวา เหวลึกชั่นตามสภาพภูมิประเทศที่เต็มด้วยหุบเขา
การหากมาใช้ในปัจจุบันโดยรถยนต์การเดินทางที่ขับรถเต็มด้วยความระทึกใจแม่ค้าท่านหนึ่งกล่าวว่า” ตื่นเต้น เหมือนเที่ยวสวนสนุก ใช้เส้นทางเหมือนขึ้นรถไฟตีลังกา หากจะให้สบายไม่สบายเลยกับเส้นทางนี้ แม้แต่คู่คลองที่เป็นเหวลึกที่ยื่นถนนก็ต้องหลบ ไม่ยอมสร้างสะพาน ปล่อยให้ชาวบ้านขับรถวกไปวกมา”
ชาวเบตงท่านหนึ่งกล่าวว่า”สภาพการเดินทางขาดความสะดวกสบาย เลยกลุ่มนายทุนคิดสร้างสนามบิน เพื่อจะได้หลุดพ้นเส้นทางนี้ ปล่อยให้ชาวบ้านคนจนท้นทุกข์ทรมาน”
สภาพของทางหลวงเส้นนี้ นับตั้งแต่คอกช้าง อำเภอธารโต เส้นทางสายนี้แบ่งเป็นสองสาย รัฐไม่ยอมลงทุน ให้ชาวบ้านหาทางเลือกเอาเองใครจะใช้เส้นทางที่วกวนก็ใช้เส้นทางล่าง จะได้เมาสะใจ และใครจะใช้ภูเขาจะมีทางแยกเส้นทางแยกขึ้นบนภูเขา ขับรถเส้นทางนี้หากใครอยากเล่นสกีภูเขากับรถก็ใช้เส้นทางนี้ เพราะเป็นเส้นทางที่สนุกสนานมีเนินสูง มีลงเหวลึกเป็นวิบากกรรมสำหรับชาวยะลาเบตงแท้ๆที่ใช้เส้นทางนี้เป็นอย่างมาก คนขับเท็กซีมักจะใช้เส้นทางนื้กล่าวกับเราว่า”ใช้เส้นทางนี้เพราะ เวลาเดินทางสยิวดี คล้ายกับนั่งอึบในส้วม”
ชาวเบตงท่านหนึ่งกล่าวกับเราว่า”คนสร้างเส้นทางนี้เป็นวิศวะเรียนจบจากประเทศไหนก็ไม่รู้ สร้างเส้นทางนี้ไม่มองการณ์ไกล ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่ยอมผ่าภูเขาหรือสร้างสะพาน เพื่อความสะดวกของผู้ใช้ถนนหนทางสายนี้ หรือตัวเองไม่เคยใช้เส้นทางนี้ อยู่ส่วนกลางไม่เคยเห็นความทุกข์ยากลำบาก เลยไม่อนุมัติงบประมาณ สร้างให้ดีขึ้น น่าจะพัฒนาบ้าง เผื่ออนาคตสถานการณ์สงบจะได้เป็นแหล่งท้องเที่ยวสำหรับชาวบ้าน ไม่ใช่อนุมัติสร้างสนามบินเป็นพันหมื่นล้านเพื่อกลุ่มคนนายทุนซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย สร้างสนามบินมีแต่เป็ดบิน นานๆอีแร้งมากินซากศพหมา สร้างแล้วไม่ได้ใช้ปล่อยเป็นคอกแพะ คอกควาย สร้างเศรษฐกิจ ดีกว่าเยอะ”
“อันที่จริงเอาเงินที่สร้างสนามบินมาสร้างเส้นทางให้ชาวบ้านได้ขับรถสบายๆดีกว่า ตกแต่งริมเส้นทางทั้งสองฝากให้สวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยว แถมเป็นการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านอีกด้วย ไม่ใช่มีแต่สองฝากถนนเหวและภูเขา หน้าผาดินถล่ม แทนที่จะสร้างให้ดี ทำเป็นชั้นภูเขา ริมข้างทาง จะได้เวลาฝนตกน้ำไม่กัดเซาะดินทลายทับเส้นทาง หรืออนุมัติงบประมาณสร้างถนนแพงไปแล้ว แต่ทำไปแล้ว ทำแต่พอเพี่ยง เวลาทำพ่อค้าจองจะฮั้วกินปูนยางมะตอย ก็พวกนายทุนคดโกงกลบตาพยายามทำยังไงเพื่อกำไรเยอะ ทำงานไม่ตรงตามสเป็ก จะได้พังเร็วๆไม่ต้องดีจะได้มีงานทำต่อ เวลาดินถล่ม ฮั้วกินกันอร่อยดี”
วันก่อนผู้สื่อข่าวของเราได้ไปทัศนศึกษาทางรัฐเคดาห์มาเลเซีย ได้เดินทางเส้นทางระหว่างอำเภอกรีด-บาลิง ซึ่งมีภูมิประเทศคล้ายกับเบตงในจังหวัดยะลา เต็มไปด้วยภูเขาเหวหุบผา แต่เดินทางบนถนนสายนี้ สบายนุ่มนวลไม่รู้สึกว่าขับรถบนภูเขา ท่ามกลางเหวลึก มีความรู้สึกน่าขับรถมาอีก ไม่เหมือนสายยะลา-เบตงอยากจะให้ผู้รับผิดชอบกรมทางหลวงได้มาดูถนนเส้นทางนี้บ้าง
หวังว่าผู้อ่านคงเข้าใจ หากใครรู้จักคนที่รับผิดชอบถนนสายนี้ช่วยบอกด้วย ไม่ใช่อะไร ช่วยบอกบุญด้วย

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551

Selamat Tahun baru Hijrah 1429 มาอัลฮิจเราะหฺ



มาอัลฮิจเราะห์

ขอต้อนรับสู่ศักราชใหม่อิสลาม ปีใหม่ในทัศนะอิสลามไม่ได้มาจากวันเกิดของใคร

แต่วันที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่ประชาชาติอิสลามยุคแรกที่ได้จุดวันฮิจเราะห์เป็นการนับศักราชอิสลาม
มาอัล ฮิจเราะห์คืออะไร
มาอัลฮิจเราะห์ หรือ วันที่ 1 เดือนมูฮัรรอม นับเป็นวันที่สำคัญต่ออุมัตประชาชาติอิสลามอิสลามชาวมุสลิม ซึงวันนี้มีเหตุการณ์ที่สำคัญสองสถาณการณ์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์อิสลามที่สำคํญนั้นคือประการที่หนึ่งการอพยพของท่านนบีมูฮัมมัดจากนครมักกะห์สู่นครมาดีนะห์ในปี ค.ศ.622 และเป็นวันสำคัญทางศาสนาอิสลามที่ชาวมุสลิมจะมีการละหมาดขอพร ขอให้อัลลอฮทรงประทานการชี้นำ

วันนี้การฮิจเราะห์ของท่านศาสดาพร้อมด้วยผู้ศรัทธา ที่ถูกคุกคามจากคนไม่มีศาสนา บูชาเจว็ด ไม่มีอีกแล้ว วันนี้เป็นบทเรียนสำหรับประชาชาติมุสลิมจะต้องฮิจเราะห์ด้วยการเปลี่ยนแปลงตนเองจากความชั่วสู่ความดี จากความอธรรมสู่สังคมประชาธรรม จากความตะกละโสมนสุ่ความน้อบน้อม เอื้ออาทร ที่เยี่ยบหยามกดขี่ มุสลิมจะต้องเปลี่ยนแปลง อย่าให้มีการกระทำที่ดูถูกดูแคลน ต้องเคารพและให้เกียรติ อิสลามได้เปลี่ยนแปลงมนุษย์ชาติจากการแบ่งชนชั้น ได้ปลดโช่ตรวงการเป็นทาส มาสู่ความเสมอภาค ทุกเชื้อชาติสีผิวมีความเท่าเทียมกัน

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2550

Selamat hari raya aidil adha 1428


วันอันยิ่งใหญ่ วันกุรบาน อัยดิลอัฎฮา
วันอิดหรือวันที่ยิ่งใหญ่อีกวันหนึ่งในศาสนาอิสลามคือวันอัยดิบอัฎฮาหรือวันรายอฮัจยี
เป็นวันที่สำคัญที่ทั่วโลกป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นการสิ้นสุดการทำพิธีฮัจย์ที่นครมักกะฮ์
ซึ่งเป็นหนึ่งบทบัญญัติสุดท้ายในห้าประการสำหรับผู้ที่มีความสามารถ และเป็นจุดเริ่มต้น
ของการทำกุรบานเพื่อแจกจ่ายผู้ยากจนอนาถา
วันอัยดิลอัฎฮาหรือวันรายอฮัจยีเป็นวันสำคัญสำหรับชาวมุสลิมเพื่อรำลึกถึงชึวประวัติ
ศาสดาอิบราฮีมที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของอัลลอฮ์ และความเสียสละของบุตรของท่าน
นบีอิสมาอิลที่ยอมปฎิบัติตามบทบัญญัติของอัลลอฮ์(ซ.บ)
นอกจากนั้นความพิเศษของวันอิดิลอัฏฮานั้นจะมีวันตัสรีกคือวันทำพิธีกุรบาน เป็นการกระทำ
ภายหลังคอตีบอ่านคุฎบะอ์ ไปจนถึงวันที่สิบสามเดือนซุลฮิจย์ก่อนที่ดวงอาทิตย์ตกดิน

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2550

เขตปกครองพิเศษทางเลือกสุดท้ายแก้ปัญหา – จังหวัดใต้


คนนิบงได้อ่านบทความนพ.ประเวศ วะสี ได้ทึ่งต่อความกล้าที่ได้นำเสนอแนวติดของคนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ไม่ยอมคิดและนำไปปฏิบัติ
ท่านคงจะเห็นสภาพของผู้คนในสามจังหวัดที่ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก และเห็นความทุกข๋ของคนในพื้นที่ที่จะต้องเป็นผู้ต้องสงสัย และบรรกาผู้ม่อำนาจ อาวุธ เข้าไปจับคุมเป็นรายวัน
สิ่งทีเราอยากเห็นคือความสันติสุข บนการยอมรับให่เกียรตืศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ มิใช่เห็นแต่รถถัง ปืน และกองทหารที่มีอยู่ทั้วทุกตำบล
นายคณิตตำรวจผู้มาประจำการที่กรงปีนังบอกกับเราว่า”หากแก้ปัญหาให้มีการปกครองตนเองแบบเมืองพัทยาก็ดี และบรรดาตำรวจทหารควรเอาคนในพื้นที่ เพราะถ้าเอคนนอกมันจะเกิดการเข่นฆ่าไม่สิ้นสุด สมควรให้มีการเลือกตั้งผู้ว่า”
เวทีสาธารณสุขเปิดฟลอร์พรรคการเมืองขายนโยบายดับไฟใต้ขณะที่หมอประเวศแนะระบบปกครองตัวเอาเปรียบร่างกายคนที่ปอด ไต หัวใจต่างทำงานได้เอง แต่ต้องมีบูรณาการ เชื่อปกครองตัวเองไม่กระทบพระราชอำนาจอย่างที่หลายคนห่วง พร้อมประกาศเป็นคนกลางยำนโยบายดับไฟใต้พรรคต่างๆ เพื่อสร้างนโยบายกลาง วางข้อตกลงทุกพรรคหนุนพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพดับไฟใต้ วันนี้ (8 พ.ย.) ในเวทีสัมมนาการจัดการความรู้เพื่อสันติสุขภาวะพื้นที่ภาคใต้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ซึ่งได้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้นำเสนอนโยบายในการแก้ปัญหาพรรคการเมือง โดยในตอนท้ายของการเสวนา นพ.ประเวศ วะสี ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ได้เสนอให้แต่ละพรรคการเมืองจัดทำนโยบายกลางเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ นพ.ประเวศ กล่าวว่า การอยู่ร่วมกันโดยสันติน่าจะเป็นอุดมการณ์สูงสุดของมนุษย์ แต่ตอนนี้มักเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง โดยติดอยู่ในมายาคติต่างๆ แล้วเกิดความขัดแย้งรุนแรงดังที่เห็นในประเทศต่างๆ นอกจากนี้ ระบบการอยู่ร่วมกันที่ดีที่สุดเปรียบเทียบกับร่างกายของมนุษย์ อันเป็นผลของวิวัฒนาการพันล้านปีแต่ละอวัยวะไม่เหมือนกัน มีอัตลักษณ์ของตัว ไต หัวใจ ปอดล้วนต่างกัน ระบบของรัฐไปทำลายอัตลักษณ์ตรงนี้ ตนเห็นว่าอวัยวะแต่ละอย่างจะต้องมีการปกครองตัวเอง (ออโตโนมี) หัวใจก็ต้องเต้นเองได้ ถ้ารอให้พร้อมกับอวัยอื่นก็จะตาย หลักการดังกล่าวนี้ก็เหมือนกับสังคมที่จะต้องมีอัตภิบาล แต่ก็จะต้องมีบูรณาการเป็นหนึ่งเดียว เราจึงเป็นคนอย่างนี้ได้ นี่เป็นหลักการสำคัญของการอยู่ร่วมกัน “แต่เรามักจะห้ามพูดกันถึงประเด็นนี้ เพราะพูดไม่ได้ กลัวจะไปกระทบพระราชอำนาจบ้าง กระทบนั่นบ้าง ผมคิดว่าน่าจะพูดได้ การมีออโตโนมีก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รักในหลวง หากไม่มีประชาธิปไตยพระองค์ก็คงไม่มีความสุขหรอก” นพ.ประเวศ ยังได้มีข้อเสนอต่อพรรคการเมืองว่า จะต้องทำงานร่วมกัน โดยนำข้อเสนอของแต่ละพรรคมาสังเคราะห์ร่วมกัน และร่วมกันลงนามกันเป็นนโยบายร่วมกันของทุกพรรค โดยมีข้อตกลงกันว่า ไม่ว่าพรรคใดเป็นรัฐบาลพรรคอื่นๆ จะร่วมกันดำเนินนโยบายดังกล่าวร่วมกันหากทำเช่นนี้ได้สังคมจะดีใจมาก ส่วนวงการวิชาการจะนำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นเอกภาพ หากว่าใครเป็นรัฐบาลแล้วมีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน สังคมจะมีเอกภาพในการแก้ปัญหา เขากล่าวต่อว่า ในเบื้องต้น หลังจากที่นำนโยบายของแต่ละพรรคไปสังเคราะห์ร่วมกันแล้ว ก็ให้หัวหน้าพรรคมาร่วมหารือและประกาศว่าจะร่วมกันแก้ปัญหาภาคใต้ร่วมกัน ตนยินดีร่วมเป็นพยานในการลงนามดังกล่าว ถ้าเราช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยสร้างให้คนในพื้นที่อยู่ในหลักการของศาสนาและมีความก้าวหน้าทางการศึกษาด้วยจะมีส่วนในการสร้างสันติภาพของโลกได้ เพราะความขัดแย้งในขณะนี้ แม้แต่มหาอำนาจอำนาจอเมริกาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

มุมมองพลังผะหญาชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือกับงานมหกรรมงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ปี 2550


สภาพของชุมชนท้องท้องถิ่นทุกภาคส่วนต่างมีความแตกต่างหลากหลายทางความคิดแนวทางการปฏิบัติ ชุมชนแต่ละชุมชนมีองค์ความรู้มายมาย สภาพดินฟ้าอากาศ ทัศนะคติของคนแต่ละชุมชนมีส่วนและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการทำงานเพื่อชุมชนท้องถิ่น
การจัดงานงานมหกรรมงานวิจัยของชุมชนภาคเหนือด้วยหัวข้อ ก้าวกล้า พลังผะหญาชุมชน ก็มีแนวการต่องสู้ของพลังชุมชนภาคเหนือ ได้เข้าร่วมเวที่ดารนำเสนอแนวความคิดในงานมหกรรมงานวิจัย เมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคม 2550 ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และได้มีคณะจากทีมวิจัยใต้ล่างจำนวน 30 คนได้เข้ามาสังเกตการณ์ขับเคลื่อนของชุมชนที่ภาคเหนือเพื่อเป็นแนวทาง
การนำเสนอส่วนใหญ่ที่เป็นข้อคิดที่ดีที่อยู่บนหลักการสามารถสะท้อนเห็นบริบทการทำงานของภาคประชาชน จากพลังการมีส่วนร่วมการทำของชาวบ้านร่วมกันคิดแก้ปัญหาท้องถิ่นของตนเอง ด้วยพลังของภูมิปัญญาท้องถิ่น
จากการที่ได้ฟังการนำเสนอตลอดจนการถ่ายทอดออกมาจากการนำเสนอมุมมองความคิดของนักวิชาการและนักวิจัยท้องถิ่นจะเห็นว่าพลังการขับเคลื่อนนั้นมาจากปัจจัยที่สำคัญก็คือการมีวิสัยทัศน์ของผู้นำชุมชน อย่างเช่นการดำเนินงานวิจัยของการจัดการขยะก็ดี การแก้ปัญหาหนี้สินก็ดี การจัดการเกี่ยวกับลำน้ำก็ดี
จากการได้เห็นบทบาทของผู้นำจะต้องเปลี่ยนสภาพกับตนเองกับงานวิจัยที่จะต้องเกี่ยวข้องกับชาวบ้าน การขับเคลื่อนจะต้องเป็นแบบบ้านๆ มีผู้นำบางคนสะท้องตัวเองคิดเร็ว ทำเร็ว ดันทุรัน จะต้องปรับวิธีคิดและการทำงานต้องให้สอดคล้อนกับชาวบ้าน จะต้องเป็นผู้นำที่เน้นความรู้ และจะต้องไม่หวังแสวงหาผลตอบแทนเข้ากระเป๋าตนเอง จะต้องจริงจังจริงใจในการทำงาน เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว มีจิตสำนึก มีความรักในหมู่บ้าน และจะต้องให้ความสำคัญกับครอบครัว งานที่ทำเป็นการทำงานกับคน มีเครียคก็ต้องทำใจ ถึงจะหนือยก็ต้องมีรอยยิ้ม และจากการบอกเล่าว่างานเหล่านี้จะทำให้ดั่งใจภายใน 2-3 วัน เป็นไปไม่ได้
ในงานมีการแสดงนิทรรศการโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคเหนือ และมีเวทีกลุ่มย่อยร่วมแลกเปลี่ยนตามแจ่งต่างๆ และได้เข้าร่วมในกลุ่มของเกษตรยั่งยืนในหัวข้อนำเรื่อง ก้าวย่างงานวิจัย ก้าวต่อไปในเกษตรยั่งยืน
เวทีการนำเสนอเรื่องเกษตรยั่งยืนเป็นเวทีหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะว่าชุมชนท้องถิ่นมีภูมิปัญญามากมายแต่ได้ถูกทำลายด้วยน้ำมือกลุ่มนายทุนนักธุรกิจเพื่อแสวงกำไร จากเดิมๆการทำเกษตรของชาวบ้านเพื่อยั่งชีพ เปลี่ยนมาเพื่อทำเชิงพาณิชย์สร้างรายได้ คนบางคนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรไม่ยอมรับราชการก็มีมากเหมือนกัน แต่คนที่เรียนสูงหากมาทำเกษตรจะถูกหาว่าเป็นคนบ้า
จากการทำเกษตรเพื่อเชิงธุรกิจแน่นอนจำเป็นจะต้องแสวงหาปัจจัยการผลิตที่สามารถขยายผลผลิตให้มาก จำเป็นจะต้องแสวหาปัจจัยที่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตให้มากเท่าที่จะทำได้ กลุ่มนายทุนที่ผลิตสารเคมีร่วมกันระดมความคิดและด้วยวิธีการแสวหาสิ่งต่างๆโดยเฉพาะสารเคมีที่พยายามให้เกษตรกรได้ยินได้ฟังกรอกหูทุกวันตามสื่อต่างๆ โดยกลุ่มบริษัทข้ามชาติรวมกับนักธุรกิจสารเคมีเพื่อที่จะขยายผลผลิตสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งแน่นอนเป็นของนายทุน บริษัท แต่หารรู้ไม่ว่าเกษตรกรได้ทำลายชุมชนตนเองอย่างร้ายแรง

ฐานคิดภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่นของใต้ล่างที่ประกอบด้วยปัตตานี ยะลา นราธิวาสก็ไม่ต่างอะไรกับพี่น้องชุมชนในภาคเหนือที่รู้และห่วงแหนพลังภูมปัญญาท้องถิ่นที่ถูกวัฒนธรรมสังคมตะวันตกเข้ามายึดครอง ตัวเท่านั้นที่มองเป็นคนท้องถิ่นแต่ภูมิปํญญาของชุมชนไม่ได้รักษาไว้ ในสมองของคนรุ่นใหม่มีแต่ตะวันตกเพราะสื่อกรอกหูความดีอยู่ทุกวัน
ฐานคิดของภาคใต้ตอนล่างมีบรรทัดฐานการคิดของศาสนาเป็นทุนทางสังคม ที่จะต้องยึดมั่นในหลักศาสนา กระแสสังคมทุนนิยมตะวันตกเป็นที่รู้อยู่ได้พยายามที่เข้าไปครอบครองวัตถุดิบต่างๆ แม้แต่ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงาน พยายามเบนเบียนให้สังคมทอดทิ่งและมองว่าล้าหลัง การเข้ามาความเจริญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ดี เหล่านี้เป็นสิ่งที่ชุมชนจะต้องคิดจะต้องใช้ให้ถูกต้อง
หากจะมองในชุมชนของใต้ล่างที่มีภูมิปัญญามากมาย เช่นการทำเกลือของชุมชนบานาปัตตานีเป็นที่โด่งดังเป็นสินค้าออก ถูกทำลายด้วยวิธีกลุ่มทุนภายนอก ทำให้การทำนาเกลือที่บานาถูกทำลายโดยสิ้นเชิง การจัดการเรียนการสอนที่ใช้ภูมปัญญาท้องถิ่นที่ชาวมลายูมุสลิมมีภาษามลายูสอนลูกๆด้วยใจอาสา ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้อยู่ทั่วไปในชุมชนพ่อแม่ต้องการสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้ด้วยวิธีการสอนภาษามลายูอักษรยาวีที่โด่งดังไปทั่วเอเชียแปซิฟิกในศตวรรตที่17 เป็นต้นมา กลับถูกทำลายด้วยการที่รัฐที่เข้าครอบครองพยายามให้เข้าสู่ระบบโรงเรียนที่เข้ามาในชุมชนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่เป็นการจัดการเรียนการสอนตามอัธยาศัยตามระบบของชุมชน
พลังของชุมชนเป็นวิถีชุมชนที่จะต้องบำรุงรักษา แต่เนื่องด้วยวิกฤติโลกที่กลุ่มผลประโยชน์ที่ประกอบมหาอำนาจได้เข้าครอบครองทรัพยากรของชุมชนโลกด้วยวิธีการสัมปาทานส่งผลกระทบต่อชุมชนเป็นอย่างมาก ชุมชนได้มีวัฒนธรรมที่เป็นหลักถูกรุกรานด้วยระบบของตะวันตก เกิดระบบลัทธิชาตินิยมส่งผลให้เกิดการรักชาติทำให้หลงลืมกับวัฒนธรรมของชุมชนตนเอง วัฒนธรรมถูกทอดทิ้งผุพัง และขาดหายไปด้วยอิทธิพลของลัทธิรักชาติ
ชุมชนเมื่อเป็นเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องปรับตัว ชุมชนต้องสร้างความต้องการของตนเองบนลำแข้งของตนเองมิเช่นนั้นจะลำบาก หากขาดองค์ความรู้ชี้นำ

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

โครงการสื่อภาคประชาชนที่สนองชุมชนท้องถิ่น

สื่อภาคประชาชนสามจังหวัด

ปัจจุบัน สื่อวิทยุเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงตัวประชาชนได้สะดวกในทุกๆชุมชนและ ประชาชนทุกเพศทุกวัยต่างรับฟังข่าวสารต่างๆทางสื่อวิทยุมากที่สุดซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะใช้ภาษามลายูเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชนคนนิบง 107.50 MHz และเครือข่ายองค์กนชุมชนยะลา เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม ทางเครือข่ายองค์ชุมชนมุสลิมจึงเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อเพื่อให้เกิดความเข้าใจข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอมากที่สุด
สภาพชุมชนมุสลิม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีอัตลักษณ์วิถีชีวิตที่แตกต่างกับสังคมชุมชนทั่วไปของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการสื่อสารที่ขาดการสนองความต้องการของท้องถิ่น สื่อที่เป็นแกนแท้ที่เข้าถึงหัวใจของประชาชน และสื่อวิทยุที่ถูกนำเสนอโดยภาครัฐขาดการปฎิสัมพันธ์สองทาง และการที่สื่อเข้าถึงใจกลางของหัวใจของประชาชนหรือไม่ นับเป็นปัญหาต่อสื่อความเข้าใจระหว่างภาครัฐซึ่งมีหน่วยราชการที่มาจากนอกพื้นที่และส่วนกลางขาดการปฏิสัมพันธ์ที่ดี โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นใช้ภาษามลายูในการสื่อ ขาดสื่อที่มีการนำเสนอในชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชน
วิถีชีวิตของชุมชนมุสลิมที่มีอัตลักษณ์ภาษามลายูในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ด้วยการเกิดสื่อวิทยุชุมชนคนนิบง จึงเห็นความสำคัญถึงวิธีการนำเสนอด้านเนื้อหา แนวทางการแก้ปัญหาและอุปสรรค์ด้านเทคนิค การนำเสนอออกอากาศ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชน จากความสำคัญดังกล่าวทางเครือข่ายองค์ชุมชนมุสลิมยะลา กลุ่มสื่อเส้นทางธรรม จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อศึกษาวิจัยและนำผลไปปรับใช้ต่อไป
เพื่อหาแนวทางพัฒนาการนำเสนอหลักการของสื่อวิทยุชุมชนคนนิบงและวิธีคิดที่อย฿บนพื้นฐานของวิถีชีวิตของชุมชน ควรนำเสนอวิธีการใด และสามารถนำมาแลกเปลี่ยนบนความแตกต่าง และเติมเต็มเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสื่อและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ชุมชนมลายูมุสลิมในท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาอย่างแท้จริง