วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

มุมมองพลังผะหญาชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือกับงานมหกรรมงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ปี 2550


สภาพของชุมชนท้องท้องถิ่นทุกภาคส่วนต่างมีความแตกต่างหลากหลายทางความคิดแนวทางการปฏิบัติ ชุมชนแต่ละชุมชนมีองค์ความรู้มายมาย สภาพดินฟ้าอากาศ ทัศนะคติของคนแต่ละชุมชนมีส่วนและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการทำงานเพื่อชุมชนท้องถิ่น
การจัดงานงานมหกรรมงานวิจัยของชุมชนภาคเหนือด้วยหัวข้อ ก้าวกล้า พลังผะหญาชุมชน ก็มีแนวการต่องสู้ของพลังชุมชนภาคเหนือ ได้เข้าร่วมเวที่ดารนำเสนอแนวความคิดในงานมหกรรมงานวิจัย เมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคม 2550 ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และได้มีคณะจากทีมวิจัยใต้ล่างจำนวน 30 คนได้เข้ามาสังเกตการณ์ขับเคลื่อนของชุมชนที่ภาคเหนือเพื่อเป็นแนวทาง
การนำเสนอส่วนใหญ่ที่เป็นข้อคิดที่ดีที่อยู่บนหลักการสามารถสะท้อนเห็นบริบทการทำงานของภาคประชาชน จากพลังการมีส่วนร่วมการทำของชาวบ้านร่วมกันคิดแก้ปัญหาท้องถิ่นของตนเอง ด้วยพลังของภูมิปัญญาท้องถิ่น
จากการที่ได้ฟังการนำเสนอตลอดจนการถ่ายทอดออกมาจากการนำเสนอมุมมองความคิดของนักวิชาการและนักวิจัยท้องถิ่นจะเห็นว่าพลังการขับเคลื่อนนั้นมาจากปัจจัยที่สำคัญก็คือการมีวิสัยทัศน์ของผู้นำชุมชน อย่างเช่นการดำเนินงานวิจัยของการจัดการขยะก็ดี การแก้ปัญหาหนี้สินก็ดี การจัดการเกี่ยวกับลำน้ำก็ดี
จากการได้เห็นบทบาทของผู้นำจะต้องเปลี่ยนสภาพกับตนเองกับงานวิจัยที่จะต้องเกี่ยวข้องกับชาวบ้าน การขับเคลื่อนจะต้องเป็นแบบบ้านๆ มีผู้นำบางคนสะท้องตัวเองคิดเร็ว ทำเร็ว ดันทุรัน จะต้องปรับวิธีคิดและการทำงานต้องให้สอดคล้อนกับชาวบ้าน จะต้องเป็นผู้นำที่เน้นความรู้ และจะต้องไม่หวังแสวงหาผลตอบแทนเข้ากระเป๋าตนเอง จะต้องจริงจังจริงใจในการทำงาน เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว มีจิตสำนึก มีความรักในหมู่บ้าน และจะต้องให้ความสำคัญกับครอบครัว งานที่ทำเป็นการทำงานกับคน มีเครียคก็ต้องทำใจ ถึงจะหนือยก็ต้องมีรอยยิ้ม และจากการบอกเล่าว่างานเหล่านี้จะทำให้ดั่งใจภายใน 2-3 วัน เป็นไปไม่ได้
ในงานมีการแสดงนิทรรศการโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคเหนือ และมีเวทีกลุ่มย่อยร่วมแลกเปลี่ยนตามแจ่งต่างๆ และได้เข้าร่วมในกลุ่มของเกษตรยั่งยืนในหัวข้อนำเรื่อง ก้าวย่างงานวิจัย ก้าวต่อไปในเกษตรยั่งยืน
เวทีการนำเสนอเรื่องเกษตรยั่งยืนเป็นเวทีหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะว่าชุมชนท้องถิ่นมีภูมิปัญญามากมายแต่ได้ถูกทำลายด้วยน้ำมือกลุ่มนายทุนนักธุรกิจเพื่อแสวงกำไร จากเดิมๆการทำเกษตรของชาวบ้านเพื่อยั่งชีพ เปลี่ยนมาเพื่อทำเชิงพาณิชย์สร้างรายได้ คนบางคนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรไม่ยอมรับราชการก็มีมากเหมือนกัน แต่คนที่เรียนสูงหากมาทำเกษตรจะถูกหาว่าเป็นคนบ้า
จากการทำเกษตรเพื่อเชิงธุรกิจแน่นอนจำเป็นจะต้องแสวงหาปัจจัยการผลิตที่สามารถขยายผลผลิตให้มาก จำเป็นจะต้องแสวหาปัจจัยที่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตให้มากเท่าที่จะทำได้ กลุ่มนายทุนที่ผลิตสารเคมีร่วมกันระดมความคิดและด้วยวิธีการแสวหาสิ่งต่างๆโดยเฉพาะสารเคมีที่พยายามให้เกษตรกรได้ยินได้ฟังกรอกหูทุกวันตามสื่อต่างๆ โดยกลุ่มบริษัทข้ามชาติรวมกับนักธุรกิจสารเคมีเพื่อที่จะขยายผลผลิตสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งแน่นอนเป็นของนายทุน บริษัท แต่หารรู้ไม่ว่าเกษตรกรได้ทำลายชุมชนตนเองอย่างร้ายแรง

ฐานคิดภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่นของใต้ล่างที่ประกอบด้วยปัตตานี ยะลา นราธิวาสก็ไม่ต่างอะไรกับพี่น้องชุมชนในภาคเหนือที่รู้และห่วงแหนพลังภูมปัญญาท้องถิ่นที่ถูกวัฒนธรรมสังคมตะวันตกเข้ามายึดครอง ตัวเท่านั้นที่มองเป็นคนท้องถิ่นแต่ภูมิปํญญาของชุมชนไม่ได้รักษาไว้ ในสมองของคนรุ่นใหม่มีแต่ตะวันตกเพราะสื่อกรอกหูความดีอยู่ทุกวัน
ฐานคิดของภาคใต้ตอนล่างมีบรรทัดฐานการคิดของศาสนาเป็นทุนทางสังคม ที่จะต้องยึดมั่นในหลักศาสนา กระแสสังคมทุนนิยมตะวันตกเป็นที่รู้อยู่ได้พยายามที่เข้าไปครอบครองวัตถุดิบต่างๆ แม้แต่ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงาน พยายามเบนเบียนให้สังคมทอดทิ่งและมองว่าล้าหลัง การเข้ามาความเจริญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ดี เหล่านี้เป็นสิ่งที่ชุมชนจะต้องคิดจะต้องใช้ให้ถูกต้อง
หากจะมองในชุมชนของใต้ล่างที่มีภูมิปัญญามากมาย เช่นการทำเกลือของชุมชนบานาปัตตานีเป็นที่โด่งดังเป็นสินค้าออก ถูกทำลายด้วยวิธีกลุ่มทุนภายนอก ทำให้การทำนาเกลือที่บานาถูกทำลายโดยสิ้นเชิง การจัดการเรียนการสอนที่ใช้ภูมปัญญาท้องถิ่นที่ชาวมลายูมุสลิมมีภาษามลายูสอนลูกๆด้วยใจอาสา ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้อยู่ทั่วไปในชุมชนพ่อแม่ต้องการสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้ด้วยวิธีการสอนภาษามลายูอักษรยาวีที่โด่งดังไปทั่วเอเชียแปซิฟิกในศตวรรตที่17 เป็นต้นมา กลับถูกทำลายด้วยการที่รัฐที่เข้าครอบครองพยายามให้เข้าสู่ระบบโรงเรียนที่เข้ามาในชุมชนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่เป็นการจัดการเรียนการสอนตามอัธยาศัยตามระบบของชุมชน
พลังของชุมชนเป็นวิถีชุมชนที่จะต้องบำรุงรักษา แต่เนื่องด้วยวิกฤติโลกที่กลุ่มผลประโยชน์ที่ประกอบมหาอำนาจได้เข้าครอบครองทรัพยากรของชุมชนโลกด้วยวิธีการสัมปาทานส่งผลกระทบต่อชุมชนเป็นอย่างมาก ชุมชนได้มีวัฒนธรรมที่เป็นหลักถูกรุกรานด้วยระบบของตะวันตก เกิดระบบลัทธิชาตินิยมส่งผลให้เกิดการรักชาติทำให้หลงลืมกับวัฒนธรรมของชุมชนตนเอง วัฒนธรรมถูกทอดทิ้งผุพัง และขาดหายไปด้วยอิทธิพลของลัทธิรักชาติ
ชุมชนเมื่อเป็นเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องปรับตัว ชุมชนต้องสร้างความต้องการของตนเองบนลำแข้งของตนเองมิเช่นนั้นจะลำบาก หากขาดองค์ความรู้ชี้นำ

ไม่มีความคิดเห็น: