วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2550

Selamat hari raya aidil adha 1428


วันอันยิ่งใหญ่ วันกุรบาน อัยดิลอัฎฮา
วันอิดหรือวันที่ยิ่งใหญ่อีกวันหนึ่งในศาสนาอิสลามคือวันอัยดิบอัฎฮาหรือวันรายอฮัจยี
เป็นวันที่สำคัญที่ทั่วโลกป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นการสิ้นสุดการทำพิธีฮัจย์ที่นครมักกะฮ์
ซึ่งเป็นหนึ่งบทบัญญัติสุดท้ายในห้าประการสำหรับผู้ที่มีความสามารถ และเป็นจุดเริ่มต้น
ของการทำกุรบานเพื่อแจกจ่ายผู้ยากจนอนาถา
วันอัยดิลอัฎฮาหรือวันรายอฮัจยีเป็นวันสำคัญสำหรับชาวมุสลิมเพื่อรำลึกถึงชึวประวัติ
ศาสดาอิบราฮีมที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของอัลลอฮ์ และความเสียสละของบุตรของท่าน
นบีอิสมาอิลที่ยอมปฎิบัติตามบทบัญญัติของอัลลอฮ์(ซ.บ)
นอกจากนั้นความพิเศษของวันอิดิลอัฏฮานั้นจะมีวันตัสรีกคือวันทำพิธีกุรบาน เป็นการกระทำ
ภายหลังคอตีบอ่านคุฎบะอ์ ไปจนถึงวันที่สิบสามเดือนซุลฮิจย์ก่อนที่ดวงอาทิตย์ตกดิน

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2550

เขตปกครองพิเศษทางเลือกสุดท้ายแก้ปัญหา – จังหวัดใต้


คนนิบงได้อ่านบทความนพ.ประเวศ วะสี ได้ทึ่งต่อความกล้าที่ได้นำเสนอแนวติดของคนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ไม่ยอมคิดและนำไปปฏิบัติ
ท่านคงจะเห็นสภาพของผู้คนในสามจังหวัดที่ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก และเห็นความทุกข๋ของคนในพื้นที่ที่จะต้องเป็นผู้ต้องสงสัย และบรรกาผู้ม่อำนาจ อาวุธ เข้าไปจับคุมเป็นรายวัน
สิ่งทีเราอยากเห็นคือความสันติสุข บนการยอมรับให่เกียรตืศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ มิใช่เห็นแต่รถถัง ปืน และกองทหารที่มีอยู่ทั้วทุกตำบล
นายคณิตตำรวจผู้มาประจำการที่กรงปีนังบอกกับเราว่า”หากแก้ปัญหาให้มีการปกครองตนเองแบบเมืองพัทยาก็ดี และบรรดาตำรวจทหารควรเอาคนในพื้นที่ เพราะถ้าเอคนนอกมันจะเกิดการเข่นฆ่าไม่สิ้นสุด สมควรให้มีการเลือกตั้งผู้ว่า”
เวทีสาธารณสุขเปิดฟลอร์พรรคการเมืองขายนโยบายดับไฟใต้ขณะที่หมอประเวศแนะระบบปกครองตัวเอาเปรียบร่างกายคนที่ปอด ไต หัวใจต่างทำงานได้เอง แต่ต้องมีบูรณาการ เชื่อปกครองตัวเองไม่กระทบพระราชอำนาจอย่างที่หลายคนห่วง พร้อมประกาศเป็นคนกลางยำนโยบายดับไฟใต้พรรคต่างๆ เพื่อสร้างนโยบายกลาง วางข้อตกลงทุกพรรคหนุนพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพดับไฟใต้ วันนี้ (8 พ.ย.) ในเวทีสัมมนาการจัดการความรู้เพื่อสันติสุขภาวะพื้นที่ภาคใต้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ซึ่งได้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้นำเสนอนโยบายในการแก้ปัญหาพรรคการเมือง โดยในตอนท้ายของการเสวนา นพ.ประเวศ วะสี ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ได้เสนอให้แต่ละพรรคการเมืองจัดทำนโยบายกลางเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ นพ.ประเวศ กล่าวว่า การอยู่ร่วมกันโดยสันติน่าจะเป็นอุดมการณ์สูงสุดของมนุษย์ แต่ตอนนี้มักเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง โดยติดอยู่ในมายาคติต่างๆ แล้วเกิดความขัดแย้งรุนแรงดังที่เห็นในประเทศต่างๆ นอกจากนี้ ระบบการอยู่ร่วมกันที่ดีที่สุดเปรียบเทียบกับร่างกายของมนุษย์ อันเป็นผลของวิวัฒนาการพันล้านปีแต่ละอวัยวะไม่เหมือนกัน มีอัตลักษณ์ของตัว ไต หัวใจ ปอดล้วนต่างกัน ระบบของรัฐไปทำลายอัตลักษณ์ตรงนี้ ตนเห็นว่าอวัยวะแต่ละอย่างจะต้องมีการปกครองตัวเอง (ออโตโนมี) หัวใจก็ต้องเต้นเองได้ ถ้ารอให้พร้อมกับอวัยอื่นก็จะตาย หลักการดังกล่าวนี้ก็เหมือนกับสังคมที่จะต้องมีอัตภิบาล แต่ก็จะต้องมีบูรณาการเป็นหนึ่งเดียว เราจึงเป็นคนอย่างนี้ได้ นี่เป็นหลักการสำคัญของการอยู่ร่วมกัน “แต่เรามักจะห้ามพูดกันถึงประเด็นนี้ เพราะพูดไม่ได้ กลัวจะไปกระทบพระราชอำนาจบ้าง กระทบนั่นบ้าง ผมคิดว่าน่าจะพูดได้ การมีออโตโนมีก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รักในหลวง หากไม่มีประชาธิปไตยพระองค์ก็คงไม่มีความสุขหรอก” นพ.ประเวศ ยังได้มีข้อเสนอต่อพรรคการเมืองว่า จะต้องทำงานร่วมกัน โดยนำข้อเสนอของแต่ละพรรคมาสังเคราะห์ร่วมกัน และร่วมกันลงนามกันเป็นนโยบายร่วมกันของทุกพรรค โดยมีข้อตกลงกันว่า ไม่ว่าพรรคใดเป็นรัฐบาลพรรคอื่นๆ จะร่วมกันดำเนินนโยบายดังกล่าวร่วมกันหากทำเช่นนี้ได้สังคมจะดีใจมาก ส่วนวงการวิชาการจะนำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นเอกภาพ หากว่าใครเป็นรัฐบาลแล้วมีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน สังคมจะมีเอกภาพในการแก้ปัญหา เขากล่าวต่อว่า ในเบื้องต้น หลังจากที่นำนโยบายของแต่ละพรรคไปสังเคราะห์ร่วมกันแล้ว ก็ให้หัวหน้าพรรคมาร่วมหารือและประกาศว่าจะร่วมกันแก้ปัญหาภาคใต้ร่วมกัน ตนยินดีร่วมเป็นพยานในการลงนามดังกล่าว ถ้าเราช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยสร้างให้คนในพื้นที่อยู่ในหลักการของศาสนาและมีความก้าวหน้าทางการศึกษาด้วยจะมีส่วนในการสร้างสันติภาพของโลกได้ เพราะความขัดแย้งในขณะนี้ แม้แต่มหาอำนาจอำนาจอเมริกาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

มุมมองพลังผะหญาชุมชนท้องถิ่นภาคเหนือกับงานมหกรรมงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ปี 2550


สภาพของชุมชนท้องท้องถิ่นทุกภาคส่วนต่างมีความแตกต่างหลากหลายทางความคิดแนวทางการปฏิบัติ ชุมชนแต่ละชุมชนมีองค์ความรู้มายมาย สภาพดินฟ้าอากาศ ทัศนะคติของคนแต่ละชุมชนมีส่วนและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการทำงานเพื่อชุมชนท้องถิ่น
การจัดงานงานมหกรรมงานวิจัยของชุมชนภาคเหนือด้วยหัวข้อ ก้าวกล้า พลังผะหญาชุมชน ก็มีแนวการต่องสู้ของพลังชุมชนภาคเหนือ ได้เข้าร่วมเวที่ดารนำเสนอแนวความคิดในงานมหกรรมงานวิจัย เมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคม 2550 ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และได้มีคณะจากทีมวิจัยใต้ล่างจำนวน 30 คนได้เข้ามาสังเกตการณ์ขับเคลื่อนของชุมชนที่ภาคเหนือเพื่อเป็นแนวทาง
การนำเสนอส่วนใหญ่ที่เป็นข้อคิดที่ดีที่อยู่บนหลักการสามารถสะท้อนเห็นบริบทการทำงานของภาคประชาชน จากพลังการมีส่วนร่วมการทำของชาวบ้านร่วมกันคิดแก้ปัญหาท้องถิ่นของตนเอง ด้วยพลังของภูมิปัญญาท้องถิ่น
จากการที่ได้ฟังการนำเสนอตลอดจนการถ่ายทอดออกมาจากการนำเสนอมุมมองความคิดของนักวิชาการและนักวิจัยท้องถิ่นจะเห็นว่าพลังการขับเคลื่อนนั้นมาจากปัจจัยที่สำคัญก็คือการมีวิสัยทัศน์ของผู้นำชุมชน อย่างเช่นการดำเนินงานวิจัยของการจัดการขยะก็ดี การแก้ปัญหาหนี้สินก็ดี การจัดการเกี่ยวกับลำน้ำก็ดี
จากการได้เห็นบทบาทของผู้นำจะต้องเปลี่ยนสภาพกับตนเองกับงานวิจัยที่จะต้องเกี่ยวข้องกับชาวบ้าน การขับเคลื่อนจะต้องเป็นแบบบ้านๆ มีผู้นำบางคนสะท้องตัวเองคิดเร็ว ทำเร็ว ดันทุรัน จะต้องปรับวิธีคิดและการทำงานต้องให้สอดคล้อนกับชาวบ้าน จะต้องเป็นผู้นำที่เน้นความรู้ และจะต้องไม่หวังแสวงหาผลตอบแทนเข้ากระเป๋าตนเอง จะต้องจริงจังจริงใจในการทำงาน เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว มีจิตสำนึก มีความรักในหมู่บ้าน และจะต้องให้ความสำคัญกับครอบครัว งานที่ทำเป็นการทำงานกับคน มีเครียคก็ต้องทำใจ ถึงจะหนือยก็ต้องมีรอยยิ้ม และจากการบอกเล่าว่างานเหล่านี้จะทำให้ดั่งใจภายใน 2-3 วัน เป็นไปไม่ได้
ในงานมีการแสดงนิทรรศการโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคเหนือ และมีเวทีกลุ่มย่อยร่วมแลกเปลี่ยนตามแจ่งต่างๆ และได้เข้าร่วมในกลุ่มของเกษตรยั่งยืนในหัวข้อนำเรื่อง ก้าวย่างงานวิจัย ก้าวต่อไปในเกษตรยั่งยืน
เวทีการนำเสนอเรื่องเกษตรยั่งยืนเป็นเวทีหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะว่าชุมชนท้องถิ่นมีภูมิปัญญามากมายแต่ได้ถูกทำลายด้วยน้ำมือกลุ่มนายทุนนักธุรกิจเพื่อแสวงกำไร จากเดิมๆการทำเกษตรของชาวบ้านเพื่อยั่งชีพ เปลี่ยนมาเพื่อทำเชิงพาณิชย์สร้างรายได้ คนบางคนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรไม่ยอมรับราชการก็มีมากเหมือนกัน แต่คนที่เรียนสูงหากมาทำเกษตรจะถูกหาว่าเป็นคนบ้า
จากการทำเกษตรเพื่อเชิงธุรกิจแน่นอนจำเป็นจะต้องแสวงหาปัจจัยการผลิตที่สามารถขยายผลผลิตให้มาก จำเป็นจะต้องแสวหาปัจจัยที่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตให้มากเท่าที่จะทำได้ กลุ่มนายทุนที่ผลิตสารเคมีร่วมกันระดมความคิดและด้วยวิธีการแสวหาสิ่งต่างๆโดยเฉพาะสารเคมีที่พยายามให้เกษตรกรได้ยินได้ฟังกรอกหูทุกวันตามสื่อต่างๆ โดยกลุ่มบริษัทข้ามชาติรวมกับนักธุรกิจสารเคมีเพื่อที่จะขยายผลผลิตสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งแน่นอนเป็นของนายทุน บริษัท แต่หารรู้ไม่ว่าเกษตรกรได้ทำลายชุมชนตนเองอย่างร้ายแรง

ฐานคิดภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่นของใต้ล่างที่ประกอบด้วยปัตตานี ยะลา นราธิวาสก็ไม่ต่างอะไรกับพี่น้องชุมชนในภาคเหนือที่รู้และห่วงแหนพลังภูมปัญญาท้องถิ่นที่ถูกวัฒนธรรมสังคมตะวันตกเข้ามายึดครอง ตัวเท่านั้นที่มองเป็นคนท้องถิ่นแต่ภูมิปํญญาของชุมชนไม่ได้รักษาไว้ ในสมองของคนรุ่นใหม่มีแต่ตะวันตกเพราะสื่อกรอกหูความดีอยู่ทุกวัน
ฐานคิดของภาคใต้ตอนล่างมีบรรทัดฐานการคิดของศาสนาเป็นทุนทางสังคม ที่จะต้องยึดมั่นในหลักศาสนา กระแสสังคมทุนนิยมตะวันตกเป็นที่รู้อยู่ได้พยายามที่เข้าไปครอบครองวัตถุดิบต่างๆ แม้แต่ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงาน พยายามเบนเบียนให้สังคมทอดทิ่งและมองว่าล้าหลัง การเข้ามาความเจริญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ดี เหล่านี้เป็นสิ่งที่ชุมชนจะต้องคิดจะต้องใช้ให้ถูกต้อง
หากจะมองในชุมชนของใต้ล่างที่มีภูมิปัญญามากมาย เช่นการทำเกลือของชุมชนบานาปัตตานีเป็นที่โด่งดังเป็นสินค้าออก ถูกทำลายด้วยวิธีกลุ่มทุนภายนอก ทำให้การทำนาเกลือที่บานาถูกทำลายโดยสิ้นเชิง การจัดการเรียนการสอนที่ใช้ภูมปัญญาท้องถิ่นที่ชาวมลายูมุสลิมมีภาษามลายูสอนลูกๆด้วยใจอาสา ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้อยู่ทั่วไปในชุมชนพ่อแม่ต้องการสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้ด้วยวิธีการสอนภาษามลายูอักษรยาวีที่โด่งดังไปทั่วเอเชียแปซิฟิกในศตวรรตที่17 เป็นต้นมา กลับถูกทำลายด้วยการที่รัฐที่เข้าครอบครองพยายามให้เข้าสู่ระบบโรงเรียนที่เข้ามาในชุมชนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่เป็นการจัดการเรียนการสอนตามอัธยาศัยตามระบบของชุมชน
พลังของชุมชนเป็นวิถีชุมชนที่จะต้องบำรุงรักษา แต่เนื่องด้วยวิกฤติโลกที่กลุ่มผลประโยชน์ที่ประกอบมหาอำนาจได้เข้าครอบครองทรัพยากรของชุมชนโลกด้วยวิธีการสัมปาทานส่งผลกระทบต่อชุมชนเป็นอย่างมาก ชุมชนได้มีวัฒนธรรมที่เป็นหลักถูกรุกรานด้วยระบบของตะวันตก เกิดระบบลัทธิชาตินิยมส่งผลให้เกิดการรักชาติทำให้หลงลืมกับวัฒนธรรมของชุมชนตนเอง วัฒนธรรมถูกทอดทิ้งผุพัง และขาดหายไปด้วยอิทธิพลของลัทธิรักชาติ
ชุมชนเมื่อเป็นเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องปรับตัว ชุมชนต้องสร้างความต้องการของตนเองบนลำแข้งของตนเองมิเช่นนั้นจะลำบาก หากขาดองค์ความรู้ชี้นำ

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

โครงการสื่อภาคประชาชนที่สนองชุมชนท้องถิ่น

สื่อภาคประชาชนสามจังหวัด

ปัจจุบัน สื่อวิทยุเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงตัวประชาชนได้สะดวกในทุกๆชุมชนและ ประชาชนทุกเพศทุกวัยต่างรับฟังข่าวสารต่างๆทางสื่อวิทยุมากที่สุดซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะใช้ภาษามลายูเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชนคนนิบง 107.50 MHz และเครือข่ายองค์กนชุมชนยะลา เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม ทางเครือข่ายองค์ชุมชนมุสลิมจึงเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อเพื่อให้เกิดความเข้าใจข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอมากที่สุด
สภาพชุมชนมุสลิม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีอัตลักษณ์วิถีชีวิตที่แตกต่างกับสังคมชุมชนทั่วไปของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการสื่อสารที่ขาดการสนองความต้องการของท้องถิ่น สื่อที่เป็นแกนแท้ที่เข้าถึงหัวใจของประชาชน และสื่อวิทยุที่ถูกนำเสนอโดยภาครัฐขาดการปฎิสัมพันธ์สองทาง และการที่สื่อเข้าถึงใจกลางของหัวใจของประชาชนหรือไม่ นับเป็นปัญหาต่อสื่อความเข้าใจระหว่างภาครัฐซึ่งมีหน่วยราชการที่มาจากนอกพื้นที่และส่วนกลางขาดการปฏิสัมพันธ์ที่ดี โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นใช้ภาษามลายูในการสื่อ ขาดสื่อที่มีการนำเสนอในชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชน
วิถีชีวิตของชุมชนมุสลิมที่มีอัตลักษณ์ภาษามลายูในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ด้วยการเกิดสื่อวิทยุชุมชนคนนิบง จึงเห็นความสำคัญถึงวิธีการนำเสนอด้านเนื้อหา แนวทางการแก้ปัญหาและอุปสรรค์ด้านเทคนิค การนำเสนอออกอากาศ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชน จากความสำคัญดังกล่าวทางเครือข่ายองค์ชุมชนมุสลิมยะลา กลุ่มสื่อเส้นทางธรรม จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อศึกษาวิจัยและนำผลไปปรับใช้ต่อไป
เพื่อหาแนวทางพัฒนาการนำเสนอหลักการของสื่อวิทยุชุมชนคนนิบงและวิธีคิดที่อย฿บนพื้นฐานของวิถีชีวิตของชุมชน ควรนำเสนอวิธีการใด และสามารถนำมาแลกเปลี่ยนบนความแตกต่าง และเติมเต็มเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสื่อและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ชุมชนมลายูมุสลิมในท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาอย่างแท้จริง